ใบขับขี่

จะขับรถทั้งที ต้องทำใบขับขี่ให้ถูกประเภท

นอกจากความสามารถในการขับรถ และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจรแล้ว สิ่งที่คนขับรถต้องมีและเตรียมให้พร้อมก่อนนำรถออกไปวิ่งบนท้องถนน คือ ใบขับขี่ หรือใบอนุญาต ที่ช่วยยืนยันว่าคนที่เป็นเจ้าของใบขับขี่สามารถขับรถได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งใบขับขี่สามารถแบ่งได้หลายลักษณะและการใช้งาน บทความนี้ชวนมาทำความรู้จักใบขับขี่ให้มากขึ้นว่ามีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้ใช้งานใบขับขี่ได้อย่างถูกต้อง และไม่ผิดกฎจราจร

Link ที่เกี่ยวข้อง

ขับรถประเภทไหน ใช้ใบขับขี่ให้ถูกต้อง

ใบขับขี่ คือ ใบอนุญาตที่บ่งบอกว่าผู้ถือสามารถขับรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าไม่มีใบขับขี่ก็ถือว่าการขับรถนั้นไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีโทษ และหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นอาจเสียสิทธิไม่ได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยที่ทำไว้

ใบขับขี่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ใบขับขี่ประเภท
บ. (ส่วนบุคคล) คือ ใบอนุญาตให้ขับขี่ยานพาหนะสำหรับการใช้งานแบบส่วนบุคคล สามารถใช้ขนย้ายสิ่งของหรือทำการขนส่งเพื่อการค้าได้ แต่จำกัดน้ำหนักการขนส่งไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม และต้องไม่ใช่การรับจ้าง

ใบขับขี่ประเภท ท. (ทุกประเภท)
คือ ใบอนุญาตสำหรับขับขี่ยานพาหนะได้ทุกประเภท โดยเน้นใช้เพื่อการพาณิชย์ สามารถใช้ขนย้ายสิ่งของหรือทำการขนส่งเพื่อการค้าได้ โดยไม่จำกัดน้ำหนักการขนส่ง รวมถึงการนำมาใช้สำหรับงานรับจ้างได้ เช่น ขับรถส่งของ เป็นไรเดอร์ ขับรถแท็กซี่ เป็นต้น

ความแตกต่าง
ใบขับขี่ประเภท บ.(ส่วนบุคคล)
ใบขับขี่ประเภท ท.(ทุกประเภท)
ลักษณะการใช้งาน
แบบส่วนบุคคล
ได้ทุกประเภท
น้ำหนักในการขนส่ง
ไม่เกิน 1,600 กก.
ไม่จำกัด
การใช้รถเพื่อรับจ้าง
ทำไม่ได้
ทำได้

ชนิดของใบขับขี่

ใบขับขี่ สามารถแบ่งตามชนิด และรูปแบบการใช้งานของยานพาหนะ โดยแบ่งเป็น 11 ชนิด คือ

ชนิด
ประเภท
รายละเอียด
1.ใบขับขี่รถชนิดชั่วคราว
ประเภท บ.
ในตอนแรกที่ไปทำใบขับขี่ ผู้ขอทำใบขับขี่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรถชนิดใดก็ตาม จะได้รับเพียงใบขับขี่แบบชั่วคราวก่อน ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท
  • ใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว
  • ใบขับขี่ขับรถยนต์สามล้อชั่วคราว
  • ใบขับขี่ขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
โดยใบขับขี่ประเภทนี้มีอายุการใช้งาน 2 ปี สามารถทำได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
2.ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล
ประเภท บ.
เมื่อใช้งานใบขับขี่รถยนต์ประเภทชั่วคราวจนครบอายุการใช้งานแล้ว สามารถนำใบขับขี่มาต่ออายุเป็นใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งาน 5 ปี
3.ใบขับขี่รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
ประเภท บ.
มีเงื่อนไขคล้าย ๆ ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล คือ ทำครั้งแรกจะได้ใบขับขี่แบบชั่วคราวก่อน เมื่อแบบชั่วคราวหมดอายุ สามารถต่อเป็นใบขับขี่แบบ 5 ปีได้
4.ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
ประเภท บ.
สามารถทำได้เมื่อมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และต้องได้รับใบขับขี่รถจักรยานยนต์แบบชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
5.ใบขับขี่สากล หรือใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ
ประเภท บ.
ใบขับขี่สากล เป็นใบขับขี่ที่อนุญาตให้ขับรถได้ตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาค ไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำในการทำ แต่ต้องมีใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้ว และมีสำเนาหนังสือเดินทางประกอบ จึงจะสามารถยื่นเรื่องทำใบขับขี่สากลได้ ใบขับขี่ชนิดนี้มีอายุ 1 ปี สามารถใช้ได้ในประเทศที่ยอมรับใบขับขี่สากล ได้ที่นี่
6.ใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ
ประเภท ท.
เป็นใบขับขี่สำหรับคนที่ประกอบอาชีพขับรถสาธารณะ เช่น ขับแท็กซี่ บริการรถยนต์ส่วนตัว (GrabCar) คนขับรถส่งของ เป็นต้น โดยต้องได้รับใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือมีใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลอยู่แล้ว และสามารถทำได้เมื่อมีอายุ 22 ปีขึ้นไป
7.ใบขับขี่รถยนต์สามล้อสาธารณะ
ประเภท ท.
ใบขับขี่รถสามล้อ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ รถตุ๊กตุ๊ก มีเงื่อนไขว่าต้องทำใบขับขี่แบบชั่วคราวก่อน เช่นกันกับใบขับขี่ของรถยนต์ และจะมีอายุการใช้งานได้ 5 ปีเช่นกัน
8.ใบขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ
ประเภท ท.
คนที่จะทำใบขับขี่ชนิดนี้ได้ จะต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ และมีใบขับขี่จักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยใบขับขี่มีอายุการใช้งาน 3 ปี คนที่ทำงานเป็นไรเดอร์ ขับรถส่งของ ส่งอาหาร ต้องมีใบขับขี่ประเภทนี้
9.ใบขับขี่รถบดถนน
ประเภท ท.
สำหรับใบขับขี่รถบดถนนนั้น ผู้ขับจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ เช่น หลักสูตร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยทางหลวง และกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก) เพื่อให้สามารถใช้งานรถบดถนนที่มีความอันตรายสูงได้อย่างปลอดภัย โดยใบขี่ประเภทนี้ สามารถทำได้เมื่อมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
10.ใบขับขี่รถแทรกเตอร์
ประเภท ท.
ใบขับขี่สำหรับขับรถแทรกเตอร์ คนขับจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และใบขับขี่จะมีอายุการใช้งาน 5 ปี
11.ใบขับขี่รถชนิดอื่นนอกจาก (1) - (9)
ประเภท ท.
ใบขับขี่ประเภทนี้คือใบอนุญาตสำหรับผู้ขอขับรถชนิดอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาในข้อ 1 ถึง ข้อ 9 เช่น รถใช้งานเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งใบขับขี่ประเภทนี้มีอายุการใช้งาน 5 ปีเช่นเดียวกัน

จองคิวทำใบขับขี่ล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์

การขอใบขับขี่และต่อใบขับขี่สามารถทำได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ และได้เพิ่มช่องทางในการรับบริการทางออนไลน์ขึ้น โดยให้จองล่วงหน้าผ่าน แอปฯ DLT Smart Queue เพื่อความสะดวกสบายในการใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการทำใบขับขี่ การต่ออายุใบขับขี่ การชำระภาษีรถยนต์ และการขอใบขับขี่ระหว่างประเทศ โดยสามารถเลือกวันเวลาที่สะดวกได้

สำหรับการต่อใบขับขี่ ณ จุดบริการ จะต้องทำการจองคิวล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชั่น DLT Smart Queue Google play, iOS หรือผ่านเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบกก่อนเช่นกัน แล้วจึงเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งเพื่อใช้บริการ

นอกจากนี้ ยังสามารถอบรมออนไลน์ผ่านระบบ DLT e-learning เพียงเข้าไปกรอกข้อมูล และรับการอบรมผ่านทางออนไลน์ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ปัจจุบันมีผู้เข้ารับบริการทำใบขับขี่ค่อนข้างหนาแน่น และด้วยในยุค New Normal และ การ Social Distancing ที่จำกัดจำนวนผู้รับบริการเพื่อความปลอดภัยจากโรคระบาด COVID-19 จึงเป็นการดีที่จะต้องจองคิวผ่านระบบออนไลน์ไปก่อน เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

เตรียมพร้อมไปให้ครบ เสร็จจบในรอบเดียว

ก่อนจะไปขอหรือต่อใบขับขี่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อความรวดเร็วในการรับบริการ ในการทำใบขับขี่ ต้องใช้เอกสาร 2 อย่างเท่านั้น คือ บัตรประชาชน และ ใบรับรองแพทย์ที่ออกไม่เกิน 30 วัน
การต่อใบขับขี่ใช้เอกสารเหมือนกันกับการทำใบขับขี่ครั้งแรก เพียงแค่มีใบขับขี่ฉบับเดิมเพิ่มเข้ามา
เอกสารทำใบขับขี่ใหม่
เอกสารต่อใบขับขี่
1.บัตรประชาชนตัวจริง 1.บัตรประชาชนตัวจริง
2.ใบรับรองแพทย์ขอไว้ไม่เกิน 1 เดือน 2.ใบรับรองแพทย์ขอไว้ไม่เกิน 1 เดือน
3.ใบขับขี่เดิม

ใบขับขี่หาย ไม่ต้องตกใจ และไม่ต้องแจ้งความ สามารถจองคิวผ่านแอปฯ DLT Smart Queue เพื่อขอทำใบขับขี่ใบใหม่ได้เลย โดยไม่ต้องไปแจ้งถามให้ยุ่งยาก แต่ถ้าเป็นใบขับขี่รถยนต์สาธารณะหาย ยังต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเหมือนเดิม แล้วนำใบแจ้งความไปยื่นเป็นเอกสารเพื่อขอทำใบขับขี่ใบใหม่

การจะนำรถยนต์ออกมาวิ่งบนท้องถนนได้นั้น คนขับต้องมีใบขับขี่ที่ตรงกับประเภทการใช้งานก่อนเป็นอย่างแรก เพื่อให้การใช้รถบนท้องถนนมีความปลอดภัยและถูกต้องตามข้อกฎหมาย อีกทั้งยังทำให้ผู้ขับขี่ได้รับความคุ้มครองเมื่ออยู่บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นการไม่โดนปฏิเสธการจ่ายค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.รถยนต์ หรือการยืนยันตัวตนเมื่อตำรวจจราจรขอดูใบขับขี่ เป็นต้น แต่การมีใบขับขี่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ยังต้องเพิ่มความระมัดระวัง และมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนเพื่อความปลอดภัยของทุกคนด้วย

Link ที่เกี่ยวข้อง

คุณให้คะแนนบทความนี้เท่าไหร่

Sending

ขอบคุณสำหรับคะแนน
ต้องการแนะนำเพิ่มเติมหรือไม่ ?

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ

แชร์ข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติม ?

ความเห็นของคุณสำคัญกับเรา เพื่อปรับปรุงคุณภาพบทความ ให้มีประโยชน์กับทุกๆคนมากขึ้น
Sending

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สพร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สพร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ สพร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ สพร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ สพร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ สพร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ (Functional Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ สพร. จดจำตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้และช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ เช่น ช่วยจดจำชื่อบัญชีผู้ใช้งานของท่าน หรือจดจำการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าขนาดฟอนต์หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ของหน้าเพจซึ่งท่านสามารถปรับแต่งได้ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้อาจส่งผลให้เว็บไซต์ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ สพร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ สพร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า